วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เคล็ดลับ สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ



สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวังผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหารก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพหลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรังหลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็นการดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

http://blog.eduzones.com/entertain/11089

ประวัติคอมพิวเตอร์

เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine)

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ
หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาด ทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค
ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501
ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506
ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512
ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532
ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน

 http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu2.htm

เพิ่มความสูงกับหมอนอกเวลา




http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=QgTamPgbfmM#!

10 วิธี เพิ่มความจำแบบฮาร์วาร์ด

วารสารชีพจรสุขภาพ(เฮลธ์บีท)ออนไลน์จากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ มีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเพิ่มความจำดีๆ 10 วิธี มาฝาก
(1). เชื่อมั่น: การศึกษาทำในคนวัยกลางคนและสูงอายุพบว่า ความจำของคนเราแปรตามความเชื่อมั่น คนเราจะจำอะไรๆ ได้ดีถ้าเชื่อมั่นว่า "เราทำได้" คนที่มองโลกในแง่ดีและเชื่อว่า ความจำของคนเราไม่ลดน้อยถอยลงไปตามอายุจะมีความจำดีกว่าคนที่คิดว่า "โอ... เราแก่แล้ว จำสู้เด็กๆ ไม่ได้"
(2). ประหยัด: ทุกวันนี้หน่วยงานดีๆ จะมีกิจกรรม "5ส" เพื่อให้หน่วยงานเป็นระเบียบ ข่าวดีคือ การจัดเรื่องต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ช่วยป้องกันการลืม เครื่องมือป้องกันการลืมที่สำคัญได้แก่ ปฏิทิน แผนที่ สมุดวางแผน แผ่นจดรายการของต้องซื้อก่อนไปชอปปิ้ง สมุดจดที่อยู่-เบอร์โทรศัพท์



(3). แบ่งเป็นชุดเล็กๆ: สมองคนเราจำเรื่องเล็กๆ ได้ดีกว่าเรื่องใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะจำตัวเลข 8 หลัก "27984689″ ควรแบ่งเป็น 2 ชุดแบบที่เราใช้จำเบอร์โทรศัพท์ "2798-4789″ เวลาจะจำอะไรก็ควรฝึกจำทีละชุดเล็ก เช่น อ่านหนังสือวันละน้อย ฯลฯ ดีกว่าฝึกจำชุดใหญ่ เช่น อ่านหนังสือรวดเดียวก่อนสอบ ฯลฯ
(4). ใช้ประสาททั้งห้า: ใช้ประสาททั้งตา หู จมูก ลิ้น และกายที่ประทับใจมากที่สุด เพื่อจดจำเรื่องราว ประทับใจอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องขอ"เชื่อมโยง" กับประสบการณ์ในอดีตด้วยว่า สัมผัสหรือเรื่องนั้นคล้ายกับอะไรด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากจำรายละเอียดในร้านอาหารให้ ลองสูดหายใจเข้าแรงๆ ได้กลิ่นอะไรให้รีบจำกลิ่น และเชื่อมโยงว่า กลิ่นนี้คล้ายกลิ่นอะไร เช่น คล้ายกลิ่นขนมที่คุณยายทำให้ตอนอายุ 2 ขวบ ฯลฯ


(5). ขยายขอบเขต: การท่องออกเสียงดังๆ วาดภาพประกอบ บันทึก หรือทำภาพไดอะแกรมเชื่อมโยงกระบวนการเข้าด้วยกัน เช่น แผนภูมิก้างปลา ฯลฯ ช่วยให้จำได้ง่ายกว่าการอ่านในใจเพียงอย่างเดียว
(6). เรียกชื่อ: คนเราจะจำชื่อคนได้ดีขึ้นถ้าเรียกชื่อคนที่เราเห็นทุกครั้ง หรือถ้านึกถึงใครในใจก็ให้รีบทบทวนชื่อคนนั้นทันที


(7). เว้นช่วง: คนเราจะจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีถ้าทบทวนซ้ำ (repeat) ในช่วงที่ห่างกัน เช่น 2-3 วัน ฯลฯ หลายๆ ครั้งได้ดีกว่าการท่องรวดเดียว
(8). คำย่อ: คำย่อมีส่วนช่วยให้จำอะไรได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่อาจารย์ท่านยกมาเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ถ้าจะจำตัวอักษรตัวแรกของคำต่างๆ 5 คำ(E, G, B, D, F) ให้ลองนำอักษรตัวแรกมาแต่งเป็นประโยค เช่น Every good boys does fine. ฯลฯ
(9). ท้าทาย: สมองคนเราเป็นเรื่องที่ต้อง "ท้า(ทาย)" หรือฝึกบ่อยๆ จึงจะใช้การได้ดี การฝึกสมอง เช่น การเล่นคำต่อ (crossword) หมากรุก การฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำงาน ฯลฯ มีส่วนช่วยฝึกสมองให้ตื่นตัว และใช้การได้ดีขึ้นในระยะยาว
(10). นอนให้พอ: คนที่พักผ่อนนอนหลับเพียงพอมักจะจดจำอะไรๆ ได้ดีกว่าคนที่อดนอน ถ้าจะถนอมสมองให้ใช้ได้ดีไปนานๆ ก็ควรนอนให้พอ และอาจเสริมด้วยกิจกรรมฝึกสมาธิ เช่น ไทเกก-ไทชิ(ชี่กง) สมาธิกำหนดลมหายใจ ฯลฯ และออกกำลังเป็นประจำ

ท่องจำ ช่วยเพิ่มความจำได้

[images[4].jpg]



บางครั้งสิ่งที่เราได้ประสบมาอาจสร้างความจำที่แจ่มชัด จนเราไม่สามารถกลืนมันได้ แม้ว่าเราไม่เคยเจตนาจะระลึกถึงมันเลย
เป็นเช่นนี้เพราะข้อเท็จจริงที่เราเคยเรียนรู้ไป อาจน่าสนใจหรือน่ากลัวมาก จนเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการจำมันเลย
สิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว หากไม่มีความสำคัญพิเศษ ย่อมถูกลืมไปหลังจากเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง นอกจากว่าเราฝึกฝนหรือใช้มันบ่อยๆ
วิธีที่ช่วยทำให้เราจดจำได้ดีขึ้นคือ การเสริมกำลังด้วยการท่องซ้ำอยู่เสมอๆ จะช่วยให้ข้อมูลจะเก็บได้นานขึ้น
ถ้าต้องการจดจำข้อเท็จจริงต่างๆ ต้องใช้หลักการเหล่านี้
1. พยายามให้ความสนใจในคุณค่าของการจดจำข้อเท็จจริงเหล่านั้น พร้อมๆ กับมองให้เห็นความสำคัญของมันด้วย
2. มุ่งสนใจข้อเท็จจริงเหล่านั้นอย่างมีสมาธิ เพราะความสนใจก่อให้เกิดความจำ ไม่ควรสนใจไปพร้อมๆ กับการเหมอลอย
3. ทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงนั้นให้ถ่องแท้
4. คนจะจำได้ก่อน แต่ภายหลังก็จะลืม ดังนั้นควรตั้งใจจดจำมันให้ดี
5. หากเป็นไปได้ให้นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะคนเรามันจำเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้เสมอ
6. มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราสามารถจดจำมันได้ตลอดเวลา
7. เชื่อมโยงหรือจับกลุ่มข้อเท็จจริงนั้นกับข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
8. จัดพวกข้อเท็จจริงนั้นและเก็บเข้าแฟ้มในที่เหมาะสมภายในระบบความจำของเรา
9. ให้มองข้อเท็จจริงนั้นในลักษณะที่เป็นส่วนย่อยหนึ่งของส่วนรวม
10. หากเป็นได้ จัดมันให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนเล็กๆ ของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกัน
11. ย้ำความจำแน่นขึ้นด้วยการท่องซ้ำ

http://tipsaddmemory.blogspot.com/

ช่วยจำแบบง่ายๆ

[todo[4].jpg]


เป็นสิ่งเสริมช่วยจำนอกจากกฎเกณฑ์พื้นฐาน ซึ่งควรใช้เล็กๆ น้อยๆ อย่าใช้จนเคยชิน เพราะมันจะทำให้คุณไม่อยากจำ ติดโน้ตเตือนไว้ที่กระจก
เพราะก่อนที่เราจะออกจากบ้านหรือไปไหน ก็ต้องส่องกระจกเป็นเรื่องประจำ (โดยเฉพาะผู้หญิง) เพราะฉะนั้นสิ่งที่เตือนเราได้แน่นอนที่สุดและเป็นสิ่งท้ายสุดที่จะเตือนเราได้ คือ เขียนโน้ตช่วยจำใสกระดาษชิ้นใหญ่ๆ แล้วแปะไว้กับกระจำ (สารพัด) ที่เราต้องมองตัวเองในนั้นตลอดเวลา

วางไว้ให้สะดุดตา
เมื่อต้องการเตือนตัวเองให้นำของอะไรติดตัวไปด้วย ให้วางของให้สะดุดเราที่สุด เด่นที่สุด อยู่ในที่ๆ เราต้องเดินผ่านก่อนออกเดินทาง

อย่างเช่น เราจะต้องเอาหนังสือเล่มหนึ่งไปคืนเพื่อน คุณก็อาจนำเอาหนังสือเล่มนั้นไปวางไว้ที่โต๊ะรับแขกหน้าบ้าน แทนที่จะวางไว้บนชั้นหนังสือซึ่งอาจทำให้คุณลืมได้ แม้คุณจะพยายามเตือนตัวเองอยู่ในใจตลอดเวลาก็ตาม แต่การที่หนังสือมาวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้องรับแขกเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน
บอกคนข้างเคียง
วิธีนี้สำหรับสถานการณ์ที่มีคนอื่นอยู่ด้วยกับคุณ อย่างเช่นว่าคุณกำลังจะออกจากบ้าน และคุณเดินไปปิดแอร์ คุณก็เอ่ยออกากับใครคนนั้นเลยว่า “ฉันปิดแอร์แล้วนะ” และเมื่อคุณออกจากบ้านไปแล้วขณะที่คุณนั่งอยู่บนรถคุณอาจจะนึกแวบขึ้นมาในใจตามประสาคนขี้ลืมว่า “เอ๊ะ! ฉันปิดแอร์รึยังเนีย” ซึ่งคุณก็สามารถเอ่ยปากถามไถ่ใครคนที่อยู่กับคุณได้เลยว่าเมื่อก่อนออกจากบ้านคุณปิดแอร์หรือยัง เขาก็จะตอบได้ว่าคุณปิดแอร์แล้ว และยังหันมาบอกเขาเลยด้วย

แต่...ถ้าใครคนนั้นเป็นคนขี้ลืมด้วยละก็...วิธีนี้คงไร้ผลเหมือนกัน
ฉะนั้นการพัฒนาความจำของตัวคุณเองด้วยตัวเองย่อมจะดีกว่าวิธีช่วยจำวิธีใดๆ เป็นแน่แท้
สิ่งที่อาจสนใจ
http://tipsaddmemory.blogspot.com/

เทคนิคช่วยจำ

[Image.jpg]


        สำหรับเทคนิคช่วยจำระบบนี้อาจจะไม่ง่ายนัก แต่ทว่าเด็กฝรั่งอายุแค่ 10 ขวบสามารถจำสิ่งของที่คุณอ่านให้ฟัง 100 รายการได้อย่างไม่มีตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียว แน่ละ เด็กคนนั้นถูกสอนให้ใช้ระบบตัวเลขมาช่วยจำสิ่งต่างๆ ได้มากมายมหาศาล หลักง่ายๆ ของระบบตัวเลขก็คือ การใช้ ”ตัวเลข” เป็นแบบ โดยทางที่ดีที่สุดก็คือ “สร้าง” ภาพที่เหมือนตัวเลขด้วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก และเขียนรูปประกอบลงไปด้วย
ตัวอย่างเช่น
หมายเลข 1 แทนภาพดินสอ
หมายเลข 2 แทนภาพงู
หมายเลข 3 แทนภาพชุดชั้นในผู้หญิง
หมายเลข 4 แทนภาพเรือใบ
หมายเลข 5 แทนภาพตัวอักษรเอส

คุณไม่จำเป็นต้องสร้างตามตัวอย่าง ขอให้สร้างขึ้นตาม “ความรู้สึก” ของคุณย่างแท้จริง อย่างเช่น เลข 1 คุณไม่รู้สึกว่าเลข 1 เหมือนดินสอ แต่คุณเห็นเลข 1 ทีไร คุณจะคิดถึงเสาไฟฟ้าทุกทีเลยก็ให้คุณสร้างภาพระบบตัวเลข 1 ว่าเป็น “เสาไฟฟ้า”
และวิธีใช้ก็คือ การเปรียบเทียบภาพนั้น
สมมติว่า วันพรุ่งนี้คุณจะต้องทำงานสำคัญ 5 อย่างดวยกันคือ

1ไปซื้อปลามาเพิ่มในตู้
2แวะไปรษณีย์ 
3เอาหนังสือไปคืนบอย 
4ซื้อเทียนไข 
5สิ่งเหล่านี้คุณอาจจะลืม

สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้ในวันที่ในใจอาจมีเรื่องราวอื่นๆ รกในหัว ดังนั้นการนำเรื่องที่ทำมาเข้าระบบตัวเลขนั้นจะช่วยคุณได้มากที่เดียว
ก่อนนอนคุณก็เข้าระบบตัวเลขด้วยการนึกภาพ คุณเองกำลังโทรศัพท์ด้วย “ดินสอ” นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำเป็นอันดับ 1 ในพรุ่งนี้ แล้วนึกภาพ “งู” เต็มตู้ปลาของคุณ ต่อด้วย นึกภาพในไปรษณีย์เต็มไปด้วยพนักงานใส่ยกทรงเห็นทรวงอกเป็นเนินเชียว แล้วนึกภาพหนังสือบรรทุกเต็มเรือใบที่เขียนข้างเรือว่า บอย ต่อด้วยแล้วก็นึกภาพเทียนที่รูปทรงเป็นตัวเอส S มีไฟลุกวอมแวมบนหัวตัว “เอส” ด้วย
ก่อนนอนนึกภาพทั้ง 5 นี้ในใจหลายเที่ยวจนหลับไปในที่สุด
เมื่อตื่นเช้าลองทบทวนระบตัวเลขในใจ สมมติว่าภาพแรกที่คุณนึกออกก่อนนั้นเป็นภาพเรือใบที่เต็มไปด้วยหนังสือ และข้างเรือใบก็มีจารึกอักษร BOY ไว้ด้วย นาทีนั้นเองคุณก็จะจำได้ว่าการเอาหนังสือไปคืนบอยเป็นสิ่งที่คุณจะต้องทำเนอันดับที่ 4 ของวันนี้ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าเรือใบหมายถึงเลข 4 ของคุณนั่นเอง
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อสร้าง “ระบบตัวเลขกับภาพ” แล้วคุณจะต้องท่องจำภาพกับตัวเลขทั้งหมดให้ได้ก่อนที่จะทดลองใช้ในการช่วยจำ
สิ่งที่อาจสนใจ
http://tipsaddmemory.blogspot.com/